2009/Jan/16

'ทงบังชินกิ'
รู้จักพวกเค้า ครั้งแรก .. ด้วยความบังเอิญแท้ๆ
เมื่อก่อน เป็นพวกต่อต้านเกาหลี เพราะคิดว่ามันเป็นกระแส
ต้องนึกย้อนกลับไปว่า ตอนอยู่ม.ต้น (ซึ่งตอนนี้อยู่ ม.6) ตอนนี้กระแสเกาหลียังมีไม่มาก
กระแสญี่ปุ่นยังคงมีบทบาทมากสำหรับกลุ่มคนรักเอเชียนในสมัยนั้น
เช่นกัน ตอนนั้นก็ชอบ หนุ่มๆบ้านโพนี่แคนยอน แล้วก็เจร็อคบ้าง ไปตามประสาเด็กสายเลือดญี่ปุ่น

แต่ว่า ทงบัง ตอนที่ปล่อยซิงเกิ้ลไอบีลีฟออกมา แล้วมีโอกาสได้ดู จากช่องเพลงของประเทศจีน
เมื่อซักตอนอยู่ ม.2 ได้ล่ะมั้ง
ตอนนั้นก็เกิดรู้สึกประทับใจขึ้นมาทันทีวงนี้มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างประหลาด
ตอนนั้น ไม่สงสัยเลย ว่าทำไมพี่สาวบางคนที่ชอบญี่ปุ่นเหมือนกัน
ถึงเอาวงนี้มาพูดถึงให้ฟังบ่อยๆ ตั้งแต่ช่วงที่เพิ่งปล่อยฮัก ออกมาครั้งแรก

แต่ความบังเอิญนั้น .. ราวกับเป็นการร่ายมนต์สะกด ให้เราตกหลุมรัก
รัก .. อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

ทงบังชินกิ สร้างมนต์เสน่ห์ด้วยเสียงเพลง และการแสดงที่ยอดเยี่ยม
สำหรับเราแล้ว พวกเค้าคือเทพ แห่งเสียงดนตรี

ไม่ได้อยากจะยกย่อง หรืออยากจะแสดงอาการคลั่งไคล้แบบเด็กวัยรุ่นสาวๆ

แต่ว่า.. นี่คือการยอมรับหนึ่ง ว่าศิลปินวงนี้มีคุณภาพจริงๆ

เวลา 4 ปีกว่าแล้ว ที่ผ่านมา ที่หลงรักทงบังชินกิ
กล้ายืนยันว่า 'รัก' ด้วยความรู้สึก 'รัก' พวกเค้า อย่างแท้จริง

รัก.. คืออะไร? รัก.. ใครๆก็พูดได้

แต่สำหรับเรา .. รัก .. คือการที่ต้องผ่านความเข้าใจ สัมผัสได้ถึงตัวตน
เพราะเราคิดว่า เราเข้าใจ ในทุกสิ่งที่ทงบังชินกิเป็น
อาจจะไม่ใช่ทุกอย่างซะทีเดียว.. แต่ก็มองพวกเค้า ให้เห็นในหลายแง่ หลายมุม
ทงบังชินกิ.. เมื่อไม่ได้อยู่บนเวที เมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้ากล้อง
ก็คือผู้ชายธรรมดาๆ 5 คน ..

ถ้าพูดถึง ความเข้าใจ ที่มต่อทงบังชินกิแ่ต่ละคนแล้วล่ะก็..
แต่ละคนมีด้านที่แตกต่างกันออกไปในตัวเอง มากๆ

คนที่ออกจะมีพื้นฐานอะไรคล้ายๆกัน คือ แจจุง กับมิคกี้

ในความรู้สึกของเรา.. ทุกครั้งที่มอง แววตาของแจจุง
แววตานั้นดูว่างเปล่า.. รอยยิ้ม ที่แสดงออกมา บาครั้ง แววตา ก็ไม่ได้ยิ้มไปด้วย
ใช่.. บางครั้งเค้าอาจมีความสุข
แต่ข้างหลังเลนส์ตาคู่นั้น เราเองก็ไม่แน่ใจ ว่ามีอะไรมากมายที่เค้าเก็บงำเอาไว้
อาจเป็นความเจ็บปวดจากอดีต หรืออะไรมากมาย ที่สอนเค้า
เป็นบทเรียน จนเติบโตกลายมาเป็น 'คิมแจจุง' อย่างทุกวันนี้
แจจุง ดูเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวเป็นของตัวเอง
ดังนั้นจึงไม่แปลก ที่เค้าจะเป็นแบบนี้
แต่กระนั้นความเจ็บปวด หรือเรื่องราวในอดีตที่เค้ามี
มันเหมือนมีแรงผลักดันอะไรหลายๆอย่าง ที่ทำให้เค้ามีแรงบันดาลใจอยู่เสมอๆ
มีความมั่นใจที่จะก้าวต่อไป ในทุกๆก้าวที่เดิน
เหมือนกับที่แจจุงได้เคยพูดไว้ครั้งนึงในดีวีดี Bonjour paris ว่า
..คนเราทุกคนต้องการกำลังใจ ในปริมาณที่มาก และเค้าโชคดี ที่เค้ามีกำลังใจมาก
เพราะฉะนั้น เค้าก็เลยมีความกล้า มากพอ ที่จะทำในทุกๆอย่าง อย่างมั่นใจ..
ทุกวันนี้ คิมแจจุง คนนี้ มีกำลังใจมากเหลือเกิน และเค้าจะพร้อม ที่จะัก้าวเดินต่อไป อีกแสนไกล..

ส่วนมิคกี้ พื้นฐานครอบครัวที่แตกร้าวแบบนั้น
คงทำให้มุมมอง และความรู้สึกบางอย่าง ลึกๆ ที่มีต่อความรัก อาจจะแตกต่างจากคนอื่น
ผิวเผินอาจจะไม่ต่าง .. แต่ลึกๆ เรารู้สึกว่าเค้ามีความต่าง จากคนอื่นๆ
ละเอียดอ่อน .. อ่อนไหว ..
พื้นฐานครอบครัว คงเป็นตัวผลักอย่างนึง ที่ทำให้มิคกี้เติบโตมาเป็นผู้ชายที่เจ้าชู้
แค่แววตา และน้ำเสียง.. ก็รู้สึกได้
ไหนยังจะ การยอมรับ ว่าตอนอยู่ที่อเมริกา เคยทำตัวแย่ๆ.. จริงๆ
แต่ไม่มีใครโกรธผู้ชายคนนี้ได้ลงหรอก.. เข้าใจ เข้าใจเค้ามากๆ
ผู้ชาย ยิ่งละเอียดอ่อนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกลายเป็นคนเจ้าชู้ได้มากเท่านั้น
มิคกี้เป็นผู้ชายที่มีอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนสูง สภาวะจิตใจ ทุกอย่าง อ่อนไหว
เป็นความอ่อนไหวในความเข้มแข็ง
เข้มแข็งที่จะเผชิญหน้ากับการใช้ชีวิต และแก้ไขปัญหาที่วิ่งเข้ามาหาตัว ได้ดี
แต่กระนั้นก็อ่อนไหวกับอารมณ์ที่ละเมียดละไมในตัวเอง.. จนกลายเป็นพ่อหนุ่มเจ้าน้ำตา
แต่ความอบอุ่นที่เค้ามี ก็ทำให้ใครก็ตามที่ได้อยู่ใกล้ๆคงรู้สึกผ่อนคลายไม่น้อย
มิคกี้เป็นพี่ชายที่ดี.. ดีเหลือเกิน
ถ้าเราเองมีพี่ชายแบบมิคกี้ ก็คงจะมีความสุขมาก .. ทำทุกอย่าง เพื่อให้น้องชายมีความสุข
ทำทุกอย่างเพื่อให้เห็นว่าเค้าสามารถดูแลคนอื่นๆได้ ปกป้องคนอื่นๆได้
ผู้ชายคนนี้ มีอะไรอีกมากมายที่น่าเข้าไปค้นหา.. 'ปาร์คยูชอน'

พูดถึงคนต่อมา ยูโนว์ยุนโฮ
คนๆนี้ ได้รับการแต่งตั้ง เลือกให้เป็น หัวหน้า เป็น ลีดเดอร์ ของ ทงบังชินกิ
ยุนโฮ มีสปิริทของความเป็นผู้นำ ที่ดี
พยายาม จะทำทุกอย่าง เพื่อ ปกป้อง และ ดูแล ทุกๆคน
เค้าพยายามที่จะดูแล ให้ความใส่ใจ กับทุกๆคน จริงๆ
เหมือนมีความอบอุ่นกระจายอยู่รอบตัว.. ดูอย่างเวลาทุกครั้งที่เค้าอยู่ใกล้ๆกับเด็กน้อย
ก็รู้สึกได้ว่า เค้าเป็นคนที่อบอุ่นมากขนาดไหน..
ยุนโฮ เกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างอบอุ่น เพราะแบบนั้นเลยมีสภาพจิตใจที่ดี
ยุนโฮ เป็นลีดเดอร์ เป็นผู้นำ ที่อยู่ในหัวใจของทุกๆคน
แคสสิโอเปียทุกคน .. รู้ดี
ในวันที่เค้าดื่มน้ำส้มนั้่นเข้าไป..
ทั้งๆที่มีคนเตือนแล้ว ว่ามันดูไม่น่าไว้วางใจ แต่เพราะเค้้าคิด ว่าคนให้คือ แคสสิโอเปีย
ถึงดื่มมัน.. อย่างไม่ลังเล .. จนเป็นแบบนั้น
น้ำส้มแก้วเดียว แต่แสดงให้เห็นถึงความรัก ความมั่นใจที่เค้ามีต่อแคสสิโอเปีย ของเค้า
แม้แต่ในเวลาที่.. นอนป่วย อาการหนัก อยู่ในโรงพยาบาล
เค้าก็ยัง อุตส่าห์อัพไซ เพื่อบอกกับแคสสิโอเปียทุกดวงที่กำลังใจหาย
ว่าเค้าไม่เป็นไร.. ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น และจะทำให้ดีขึ้น
ข้อความที่ลีดเดอร์คนนี้ เขียนลงไปในวันนั้น เรายังแทบจำได้ทุกคำ
มันทำให้เราน้ำตาไหล.. ร้่องไห้ ให้กับลีดเดอร์คนนี้
เข้มแข็งเหลือเกิน.. ทำเพื่อทุกคนเหลือเกิน.. จะมีใครที่ดีขนาดนี้
จะมีใครที่จะทำเพื่อทุกๆคนที่รักเค้า และเค้ารัก ได้มากขนาดนี้.. 'จองยุนโฮ'

สมาชิกคนต่อมา พ่อหนุ่มที่มีรอยยิ้มสดใส กับเสียงโลมาน่ารัก
คนๆนี้ สดใสเหลือเกิน เป็นเหมือนพระอาทิตย์ส่องแสงให้คนได้ทั้งโลก
เหมือนที่สมาชิกคนอื่นๆในวงชอบพูด ว่าแค่นั่งมองจุนซู แค่นี้ก็รู้สึกคลายเครียด สบายใจขึ้นได้แล้ว
คงเป็นเพราะพื้นฐานครอบครัวที่อบอุ่นมาก ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี
ด้วยความรัก ด้วยความอบอุ่น ด้วยกำลังใจจากคนรอบข้าง ทุกอย่าง
จุนซูเป็นคนที่ทางบ้านสนับสนุนให้ทำในสิ่งที่รักเสมอมา
ไม่ว่าจะเป็นการร้อง การเต้น ที่เค้าถนัด ทั้งเรียนเต้นตั้งแต่อายุยังน้อย ได้พัฒนาการร้องเพลงแต่เด็กๆ
ได้ทำทุกอย่าง ได้เดินตามความฝันของตัวเอง.. เป็นเด็กชายตัวน้อยๆที่น่ารัก สมกับชื่อ
สร้างเค้าให้กลายเ้ป็น 'คิมจุนซู'
ศิืลปินที่มีความสามารถรอบด้านอย่างหาตัวจับได้ยากอย่างทุกวันนี้
ทั้งการร้องที่เป็นเอกลักษณ์และการเต้นที่โดดเด่น ทั้งหมดของเค้าเหนือชั้นอย่างมาก
แล้วยัง มอบความสุขให้กับทุกๆคนได้ ไม่ว่าใคร อยู่ใกล้คนๆนี้ ก็จะต้องมีความสุขแน่ๆ
หัวใจของจุนซู ใสบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรมาแปดเปื้อนเลย เป็นหัวใจที่มองคนทั้งโลกอย่างบริสุทธิ์
และพร้อมจะหยิบยื่นรอยยิ้มดีๆของเค้านี้ ให้กับทุกคน จริงๆ

คนสุดท้าย.. คนที่สำคัญที่สุด สำหรับเรา
'ชิมชางมิน'
ชิมชางมิน เคยถูกสมาชิกในวงเรียกว่า Mr.MYSTERIOUS
ด้วยความลึกลับซับซ้อนเกิกว่าที่คนอื่นจะเข้าใจ และสัมผัสตัวตนของเค้าได้ง่ายๆ
สำหรับบางคน เมื่อหลายปีก่อน ที่ยังเป็นน้องเล็กของวงที่น่ารักในสายตาใครหลายๆคน
คงไม่มีใครรู้หรอก.. ไม่มีใครทันสังเกตหรอก.. ว่าคนๆนี้ เก็บอะไรเอาไว้มากมาย
..นานมาแล้ว ที่ชางมินเป็นแบบนั้นเสมอๆ..
ตั้งแต่เข้าวงการมา ชางมินตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อยๆ ร้องไห้.. แล้วจินตนาการว่าตัวเองกำลังพูดคุยกับที่บ้าน
ชางมิน.. เวลาที่ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจตัวเอง จะโกรธตัวเอง โมโหตัวเอง ด่าตัวเอง คนเดียว
ชางมิน.. เวลามีเรื่องอะไรในใจ จะพูดคุยกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต แม้กระทั่ง กับรองเท้าแตะ
ในตอนนั้นถ้าใครได้ฟัง คงคิดว่ามันตลก และน่ารักดี.. แต่ตอนนั้น เรารู้สึกได้เลยว่า..
อะไรมากมายอยู่ในใจของคนๆนี้.. มากมายเหลือเกิน
รอยยิ้ม ที่ต้องยิ้มออกมาให้ทุกคนเห็น แบกรับ อะไร มากมาย เอาไว้ ในใจ
จนกระทั่งผ่านมาหลายปี เมื่อซักปีที่แล้ว ปี 2007
ชางมินได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารเล่มนึงเอาไว้ เกี่ยวกับความในใจของเค้าตลอดมา
ชางมินยอมรับ ว่าเค้าสร้างกำแพง เอาไว้ตลอดมา ปกปิดทุกอย่าง
..อย่างที่เราคิดไว้ ไม่มีผิดเลย..
ชางมินพูดถึงเรื่องของการที่ เค้าก้าวเข้ามาอยู่ในจุดของการเป็นศิลปิน แล้วกลับพบว่าตัวเอง ปิดกั้นมัน
ไม่ไว้ใจที่จะมอบความจริงใจให้กับใครเลย.. ใครๆคงอยากรู้จักเค้า แค่เพราะเค้าคือ ชางมิน ทงบังชินกิ
แม้แต่กับเพื่อนๆที่โรงเรียนที่เคยสนิทกันมา ความรู้สึกก็เปลี่ยนไป
แต่ถึงอย่างนั้น เค้าก็ยังอยากติดต่อกับเพื่อนๆของเค้าอยู่
ชางมินบอกว่า ตัวเองลังเลใจมาก.. ว่าจะทนอยู่ในสภาพศิลปินแบบนี้ต่อไปได้ยังไง
ในเมื่อตอนนั้น.. เค้ารู้สึกเสียดาย เสียดายโอกาส ที่ตัวเองอยากจะทำอะไรอย่างอื่นอีกมากมาย
ตอนนั้น ชางมิน ไม่แน่ใจ .. ว่าการเป็นศิลปิน ให้เค้าได้ทุกอย่าง ที่ชีวิตของเค้าต้องการรึเปล่า
ชางมินพูดว่า แบบนี้ ดูเหมือนทรยศ ต่อแฟนๆที่รักเค้า
แต่ว่า.. ความรักจากแฟนๆ ก็คือกำลังใจนึงที่ทำให้เค้ายังคงอยู่ในจุดนี้
ถึงเค้าจะคิดอ่างนั้น.. แต่ก็ตระหนักเสมอ ว่ากำลังใจของแฟนๆนั้น..
จนกระทั่งวันนึง เค้าก็ได้ทำลายกำแพงนั้นลงด้วยตัวเอง
เปนเพราะการเติบโต.. เป็นเพราะการเรียนรู้.. ชางมินพูดอย่างนั้น
ทำให้เค้าได้เข้าใจอะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับชีวิตของตัวเค้าเองมากขึ้น
ชางมินบอกว่า กล้าพูด ว่าตอนนี้ ไม่มีกำแพงปิดกั้นใครไว้อีกแล้ว.. สามารถสร้างมิตรภาพดีๆ ได้อย่างสนิทใจ
ไม่มองใคร.. อย่างหวาดระแวงอีก
แม้แต่ในเวลาที่เศร้าใจที่สุึด ก็จะสามารถทำให้ตัวเองหัวเราะได้ง่ายๆ ไม่ร้องไห้ แบบเมื่อก่อนอีกแล้ว
ตอนนั้น.. เราดีใจมาก ชางมินยอมรับมันออกมา พร้อมๆกับบอกว่า ต่อจากนี้จะไม่มีอีกแล้ว
ดีใจที่สุด.. ที่จะได้เห็นชางมิน ยิ้ม จากความเป็น 'ชิมชางมิน' จริงๆ
ทุกวันนี้หลายๆคนอาจจะมองว่าชางมิน กวนประสาทขึ้น แต่เรากลับดีใจ ชอบใจ ที่เค้าเป็นอย่างนี้
เพราะไ่ม่มีอีกแล้ว.. ชางมินที่จะคอยเสแสร้งทำตัวตามอิมเมจที่ใครวางเอาไว้ เพื่ออะไรก็ตามที
แต่เป็นชางมิน จากสิ่งที่ชางมินเป็น ไม่ว่าจะยังไง ที่เป็นเค้า เป็นชางมินคนนี้ มันดีที่สุดแล้ว
แล้วเราก็รักชิมชางมินคนนี้.. อย่างสุดหัวใจ เหมือนกัน

...........................................

ถ้าจะมีซักวันที่ชั้นจะสามารถบอกบางสิ่งบางอย่างกับนายได้.. ถ้าสายลมจะโบกพลิ้วปลิวพัดนำทุกถ้อยความจากชั้นส่งไปให้นายได้ถึง..

อยากรู้จังว่าตอนนี้นายกำลังยิ้มอยู่มั้ย? ..ที่อยู่ลึกลงไปข้างใน นายกำลังมีความสุขอยู่จริงๆรึเปล่า?

เพราะความสุขของชั้น ก็คือการได้เห็นความสุขของนาย.. แค่ได้เห็นรอยยิ้มของนาย ชั้นก็มีความสุขมากเกินพอแล้ว

ตั้งแต่วันแรกที่มีนายก้าวเข้ามาในชีวิตของชั้น.. วันนั้นชีวิตของชั้นก็เปลี่ยนไป..
เข้ามาเติมทุกความหมายที่ชั้นเว้นว่างเอาไว้.. ให้ทุกคำตอบของหัวใจ.. เป็นเพียงแค่นายคนเดียว

เพราะเป็นนาย.. ชั้นจึงได้เข้าใจ
เพราะเป็นนาย.. ชั้นจึงได้รู้สึกเช่นนี้
เพราะเป็นนาย.. ชั้นจึงรักด้วยหมดทั้งหัวใจที่มี
เพราะเป็นนาย.. เพียงแค่นายเท่านั้น

นายคือคนๆเดียว ที่สอนให้ชั้นได้รู้จักกับทุกสิ่งทุกอย่าง..
สอนให้ชั้นรู้จักว่าความรักคือการให้แท้จริงแล้วมันเป็นยังไง.. สอนให้ชั้นเข้าใจในความหมายของความรักบริสุทธิ์..

ถ้าพระเจ้า.. คือใครซักคนที่ขีดเส้นลิขิตทุกสิ่งทุกอย่างที่ดำเนินไปในชีวิต..
คือผู้ที่กำหนดทั้งความสุข ความเศร้า ความเหงา เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม หรือน้ำตา..
ถ้าเป็นแบบนั้น.. "พระเจ้า" ในชีวิตของชั้น.. ก็คือนาย

ที่ยิ้มก็เพราะนาย.. ที่มีความสุขก็เพราะนาย.. ที่หัวเราะก็เพราะนาย.. ที่เศร้าก็เพราะนาย.. ที่ร้องไห้ก็เพราะนาย..
เพราะนายคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของชั้น..

และชั้นรู้ตัวดีอยู่ในทุกวินาทีที่ชั้นยังหายใจ ว่าความรักของชั้นที่มีให้นาย.. มันคือ "ความรักสีขาว"
สะอาด บริสุทธิ์ ซื่อสัตย์ ศักดิ์สิทธิ์ และ.. มั่นคง

ความรักที่ชั้นมีให้นาย.. คงไม่ต่างอะไรไปจากดวงดาวที่พร้อมจะฉายแสงแม้ในตอนกลางวัน..
ไม่ว่ารัศมีจากดวงอาทิตย์กลมโตจะส่งแสงจ้าเข้ามากลบแสงน้อยๆของมันซักเท่าไหร่..
ไม่ว่าความร้อนของดวงอาทิตย์จะแผดเผามันมากมายยังไง..
แต่ดวงดาวดวงน้อยดวงนี้ ก็ยังยืนหยัดที่จะทำหน้าที่ของมันต่อไป.. ด้วยทั้งหมดของหัวใจที่มันมี

เหมือนๆกับชั้น.. ต่อให้วันนึงความรักของนายจะต้องกลายเป็นของใคร..
แต่ว่าความรักของชั้น.. มันก็จะอยู่ในที่ๆมันเคยอยู่ตลอดไป.. ยังคงส่งมันไปให้นาย เหมือนๆทุกๆวัน

ใครหลายๆคนบอกว่าความรักของชั้น.. เป็นความรักที่ "บริสุทธิ์เสียจนว่างเปล่า"
บอกกับชั้นว่านายก็เป็นแค่.. "คนที่ไม่มีตัวตน" ..คนที่ชั้นไม่มีวันจับต้องได้

แต่สำหรับชั้นแล้ว.. มันจำเป็นด้วยหรือ ที่ความหมายของคำว่ามีตัวตนคือการที่จะได้ไปอยู่ข้างๆกาย?

บางครั้งการที่เราจะมอบความรู้สึกที่มีไปให้ใครซักคน..
มันก็ไม่จำเป็นหรอกว่าเราจะต้องเอื้อมมือออกไปเพื่อสัมผัสเค้า..
แต่ที่สำคัญที่สุดสำหรับชั้น.. คือการได้รับรู้ว่านายอยู่ตรงนั้น แค่ชั้นสัมผัสได้ว่านายเป็นนาย..
แค่ชั้นรับรู้ถึงการมีตัวตนของนายที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้ด้วย "หัวใจ" ..เพียงแค่นั้น มันก็เพียงพอแล้ว

เคยมีใครคนนึงถามชั้นว่า.. ถ้านายกำลังจะตายอยู่ตรงหน้า ชั้นจะยอมแลกชีวิตของตัวเองให้กับนายมั้ย?

ชั้นอมยิ้ม แล้วตอบเค้าไป..

ถ้าชีวิตชั้นเป็นของชั้นแค่คนเดียว.. ถ้าชั้นไม่มีใครให้ต้องรัก ไม่มีใครให้ต้องห่วง ไม่มีใครให้ต้องแคร์อีก..
ถ้าชั้นเหลือเพียงแค่ชั้น.. ถ้าชั้นไม่จำเป็นต้องอยู่เพื่อเป็นความหวังใคร.. ถ้าชั้นจะทำยังไงกับชีวิตของชั้นก็ได้..

..ชั้นก็จะไม่ลังเลเลยที่จะได้มอบชีวิตของชั้นให้กับนาย

เพราะชั้นคงมีความสุข.. ถ้าได้มองลงมาจากที่ไหนซักแห่งบนนั้น แล้วเห็นว่านายยังอยู่ในที่ๆนายควรอยู่ต่อไป
ได้เห็นนายมีชีวิตอยู่ได้ด้วยชีวิตที่ชั้นมอบให้.. มันคงเป็นความรู้สึกที่ภูมิใจ และมีความสุขอย่างที่สุดจริงๆ..

การได้เห็นนายมีคนอื่นอีกหลายคนที่ชื่นชอบอย่างมากมาย.. บางครั้งก็อดทำให้เจ็บปวดขึ้นมาไม่ได้..
เมื่อเลือกแล้วที่จะมีความรักในแบบนี้.. ความรักที่มีสิทธิเป็นแค่.. "ผู้ให้"

ความรักที่บางครั้งก็ทำให้รู้สึกเหมือน.. ขาทั้งสองข้าง กำลังพาร่างของตัวเองมายืนอยู่กลางถนนสายหนึ่ง
ถนนสายยาวที่สาดซัดด้วยพายุหิมะหนาวเหน็บ ลืมตาขึ้นมองก็แทบไม่เห็นอะไร
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฎเบื้องหน้านั้น.. คือความพร่าเลือนของเกล็ดละอองสีขาว
และถนนที่ยาวสุดลูกหูลูกตา.. ยาวออกไป ไกลออกไป.. ไม่รู้ว่าปลายทางอยู่ที่ตรงไหนกันแน่

ความหนาวอย่างร้ายกาจที่กำลังกัดกินไปจนถึงขั้วหัวใจ หนาว.. จนแทบทนไม่ไหว
อยากจะหันหลัง.. เดินจากไป เพื่อหาที่อุ่นๆให้หลบลี้จากความหนาวยะเยือกที่กำลังเสียดแทง
อยากจะพบความอบอุ่นที่อยู่หลังประตูซักบาน ให้เคาะเบาๆและทรุดลงไปนั่งอย่างหมดแรง
เพื่อรอรับไออุ่นจากอะไรซักอย่าง.. ที่ใครซักคนจะหยิบยื่นให้

แต่ก็.. ไม่เคยทำได้สักที

ที่จริงแล้ว.. แม้แต่คำถามที่ว่า ถ้าสามารถเดินจากไปได้ตอนนี้ จะไปรึเปล่า จะทำได้มั้ย?

..ก็ยังตอบไม่ได้อีกเหมือนกัน

คร่ำครวญเพ้อเพรียกอยากจะหลุดพ้นออกจากพันธนาการ..
แต่ทว่าดวงใจนั้น กลับรั้งร่างทั้งร่างไม่ให้จากไปไหน..
ยิ่งทรมานจนอยากหนีไปให้ไกลเท่าไหร่ ก็ยิ่งราวกับถูกตรึงร่างไว้ให้คงเดิม

ที่จริงแล้ว.. ก็เพราะทั้งหมดนั่นคือพันธนาการของหัวใจ ที่ขึงไว้.. ด้วย "รัก"

เมื่อรักที่ให้นายคือ.. "รัก" ก็จะอดทนจนผ่านช่วงเวลาแห่งความทรมานนั้นไป..
เพราะรักก็เป็นเช่นนี้.. เมื่อทรมาน แม้ว่ามันจะกระอักจนเจียนตาย..

แต่ว่า.. เมื่อไหร่ที่มีความสุข.. มันก็อบอุ่น วาบหวามเข้าไปอิ่มเอมทั้งหัวใจ.. ยิ้มได้ไม่หยุดเช่นกัน..

ถ้าชั้นเจ็บปวด.. ทรมาน.. เพราะความรักนี้ที่มีให้นายเมื่อไหร่.. ก็จะหลับตาแล้วนึกถึงนายเอาไว้..

เพราะถ้ารักแล้ว ก็ต้องพร้อมที่จะยืนอยู่ตรงนี้เพื่อเจอกับอะไรอีกมากมายที่จะผ่านพัดเข้ามาอีกครั้งแล้วครั้งเล่า..
ต่อให้ต้องเจ็บปวดหรือต้องเจอกับอะไรอีกเท่าไหร่ ก็ต้องยอมรับ และอดทนจนกว่ามันจะผ่านพ้นไป..

เพราะนั่นคือการซื่อสัตย์ต่อความรัก.. และคือการให้.. ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

จะยิ้มแล้วมองนายจากตรงนี้อย่างมีความสุข.. เพราะนายคือนาย.. คือ ชิมชางมิน ของทุกๆคน..

ส่วนชั้น.. ก็จะยังคงยินดีที่จะเป็นสมบัติชิ้นหนึ่งของนายต่อไป..
สมบัติชิ้นหนึ่ง.. ที่นายอาจไม่เคยรับรู้ถึงการมีตัวตนของมัน.. ไม่เคยเห็นมัน.. ไม่เคยหยิบมันขึ้นมา..
แต่มันก็จะยังคงเป็นของๆนาย.. ยังคงเป็นสมบัติชิ้นหนึ่งของนายอยู่ตรงนั้นของมัน.. ตลอดไป

รอยยิ้มของนาย.. แววตาของนาย.. ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นนาย.. ชั้นรักมันจนหมดหัวใจอย่างที่ไม่เหลือไว้ให้ใครอีกแล้ว..
จะเมื่อวาน.. วันนี้.. พรุ่งนี้.. หรือวันไหนๆ.. ก็จะรักตลอดไปอย่างที่ไม่สามารถลดน้อยลงไปได้อีก..

จะลืมตาขึ้นมาหายใจในทุกๆวันเพื่อรักนายต่อไป.. My love is only you.. Nothing, but you..


...........................................

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว.. มีลูกเป็ดอยู่ตัวนึงซึ่งอยู่กับพวกพี่ๆของมัน
มันเป็นลูกเป็ดประหลาด.. ที่ดูจะแตกต่างออกไปจากพี่ๆของมันทุกตัว
และก็ไม่มีใครชอบที่จะมองมันซักเท่าไหร่ ไม่ค่อยมีใครสนใจในตัวมันเลย
เจ้าลูกเป็ดขนสีขาว ได้แต่เก็บความน้อยใจไว้.. จนกระทั่งวันหนึ่ง มันก็เติบโตขึ้น
ใครเลยจะรู้ว่าเจ้าลูกเป็นหน้าตาประหลาดนั่น พอเติบโตขึ้นมาแล้วจะสง่างามได้ถึงเพียงนี้
ใช่แล้วล่ะ.. เพราะเจ้าลูกเป็ดขี้เหร่ตัวนั้น มันคือหงส์ยังไงล่ะ..
ก็เหมือนๆกับคุณ.. ชิมชางมิน สง่า สวยงาม มีเสน่ห์ และดูดีกว่าใครๆ
ดวงตาของคุณ รอยยิ้มของคุณ ท่าทางของคุณ.. ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นคุณ
ชั้นจะรัก และเฝ้ามอง ..ตลอดไป

Comment

Comment:

Tweet


โมเม TT,
อ่านแค่ท่อนเดียวน้ำตาก็จะไหลล~
โฮกก! โมเม ~

ซึ้งเกินไปแล้ววว! ;D
#3 by Nodame.❤ (114.128.40.120) At 2009-01-17 14:22,
ซึ้งมากมาย TT_TT อ๊า ดีนะยังคงสติไว้ได้ ฮ่าๆๆๆ

ไม่งั้นน้ำตาพราก เขียนลงนิยายรักคงจะขายดีมิใช่น้อย

บล็อกสวยมากเลยค่ะพี่เม
#2 by มิว (118.172.134.186) At 2009-01-16 17:03,
เย้~ ^[]^!ยินดีกับเมด้วยที่ทำบล็อกสำเร็จแล้ว!
เข้ามาก็ชอบเลยนะเนี่ย ทั้งบีจี+เพลง ><"

ชอบมากเลยเวลาที่ได้อ่านอะไรก็ตามแต่ที่เมเขียนเกียวกับมิน ^^''
เฮ้อ ออ อ ออ~ผู้ชายที่บีจีนี่มีอิทธิพลจังเลยน้า ><"
ไม่รักไม่ได้แล้วเน้อะ จริงมั้ยๆ ^^?

อย่างที่เมบอก ... ว่าเข้าบล็อกมาแล้วอารมณ์ดี
เพราะงั้นก็มาอัพบ่อยๆแล้วกันน้า^^''
เราจะคอยติดตามความเคลื่อนไหว ฮี่ๆ ^w^

ไปละจ้ะ แวะมาเจิมพอเป็นพิธี~ ^___^


open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile
#1 by วิกกี้~ ^^'' (125.24.216.143) At 2009-01-16 16:40,